เวลา.. ทุกคนมีเท่าๆ กัน แต่.. คุณค่า ของเวลาในแต่ละคน กลับไม่เท่ากัน..

13 กุมภาพันธ์ 2552

อย่าไว้ใจเทคโนโลยี

ดูเหมือนเป็นเรื่องจากปกที่พูดถึงระบบรักษาความปลอดภัยในระบบไอทีแต่ผิดครับ!
ความหมายที่ผมอยากสื่อก็คืออย่าคิดว่าเทคโนโลยีพื้นๆ อย่างเว็บบล็อกและเว็บบอร์ดจะเป็นเพียงแหล่งมั่วสุมของกลุ่มคนไซเบอร์จนไม่น่าจะมีนัยสำคัญอะไรในเชิงธุรกิจ
หลายๆ ครั้งเราเห็นการกระพือข่าวเชิงลบของสินค้าและบริการต่างๆ ในเว็บบอร์ดผ่านมาและผ่านไปอย่างไม่สนใจเท่าไรนักเพราะไม่คิดว่าความรุนแรงของมันจะขยายวงกว้างไปได้ ผิดกับกรณีลูกค้า “ทุบรถ” ผ่านสื่อทีวีที่ผลตอบรับนั้น “แรง” กว่ากันเยอะ
มาดูข่าวนี้แล้วเราอาจต้องคิดกันใหม่ครับ เพราะระยะเวลาเพียงแค่ 10 วันแต่กลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกันในเว็บบอร์ด “เฉพาะกลุ่ม” เช่น bikeforum.net ที่มีแต่ความเห็นถึงเรื่องจักรยานซึ่งเป็นงานอดิเรก (ราคาแพง) ดูแล้วก็ไม่น่ามีพิษสงอะไรต่อธุรกิจได้มากนัก กลับสอนมวยบริษัทใหญ่จนต้องเสีย “ค่าโง่” เป็นเงินมหาศาลกว่า 400 ล้านบาท
เรื่องของเรื่องคือสมาชิกของเว็บบอร์ด bikeforum.net คนหนึ่งเกิดพบว่าจักรยานรุ่นล่าสุดของผู้ผลิตชื่อดังซึ่งมีจุดขายคือระบบล็อกที่คิดค้นขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ นั้นทำท่าว่าจะเป็นจุดขายแบบลมๆ แล้งๆ เพราะเขาลองใช้ปากกาลูกลื่นธรรมดาๆ และความรู้ทางกลไกเล็กน้อยก็จัดการกับเจ้าล็อกที่ว่านี้ได้แล้ว เว็บบอร์ดนี้จึงกลายเป็ดจุดเริ่มแรกของการเปิดเผยข้อบกพร่องดังกล่าว
สี่วันให้หลัง บริษัทผู้ผลิตจักรยานยังคงยืนยันประสิทธิภาพของระบบล็อกดังกล่าวและไม่เชื่อว่าจะมีคนถอดล็อกของตัวเองได้ง่ายๆ เหมือนในเว็บบอร์ด แต่ไม่กี่วันต่อมาวิดีโอคลิปเผยแพร่วิธีปลดล็อกก็แพร่ไปทั่วในหมู่นักปั่นจักรยาน และจำนวนผู้เข้าอ่านเรื่องดังกล่าวผ่านเว็บบอร์ดและเว็บบล็อกก็มีจำนวนสูงสุดถึงเกือบสองล้านคนต่อวันเพียงช่วงอาทิตย์แรกนับตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น
อีก 3 วันถัดมา บริษัทผู้ผลิตจึงอ่านเกมออกและรู้ตัวว่าควรจะทำอย่างไรเพราะกระแสกดดันเกิดไปทั่วอเมริกาจึงประกาศรับคืนและเปลี่ยนสินค้า ซึ่งประเมินมูลค่าที่มีลูกค้าแห่กันเปลี่ยนทั้งหมดนั้นน่าจะเกิน 400 ล้านบาท
ในบ้านเราเองก็เพิ่งมีเรื่องราวใกล้เคียงกันแต่เป็นเรื่องเชิงบวกของสื่อออนไลน์ ซึ่งเก็บตกมาจากเว็บบอร์ดชื่อดัง pantip.com โดยต้นตอของเรื่องมาจากกระทู้ขอความช่วยเหลือจากคนที่ถูกขโมยบัตรเดบิตไปใช้
อันที่จริงเรื่องของบัตรเดบิตนั้นหากถูกขโมยหรือมีคนอื่นแอบเอาบัตรไปใช้ได้นั้นโอกาสจะได้เงินคืนนั้นยากเต็มทนเพราะเป็นการตัดบัญชีเจ้าของบัตรโดยตรงไม่เหมือนบัตรเครดิตที่จะมีรายการเรียกเก็บระหว่างธนาคารเจ้าของบัตรกับร้านค้าอีกครั้งหนึ่ง
แต่ทันทีที่กระทู้นี้ถูกโพสต์ คำแนะนำต่างๆ ก็หลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามา โดยเริ่มจากคำแนะนำให้ผู้เสียหายเอารายการทั้งหมดที่ถูกรูดผ่านร้านค้าต่างๆ มาให้สมาชิกดูเพื่อหาทางสืบสวนกันเองเพราะรู้ดีว่าคงพึ่งตำรวจไทยไม่ได้แน่ๆ
หลังจากวิเคราะห์รายการต่างๆ แล้ว สมาชิกคนหนึ่งจำได้ว่าหนึ่งในรายการนั้นเป็นชื่อปั๊มน้ำมันที่เขาเคยใช้บริการจึงแนะนำให้เริ่มต้นจากตรงนั้น ซึ่งไม่ผิดหวังครับเพราะปั๊มน้ำมันส่วนใหญ่จะบันทึกหมายเลขทะเบียนไว้รถของลูกค้าเอาไว้ และที่พิเศษคือมีกล้องวิดีโอบันทึกภาพเอาไว้ด้วยทั้งหมด
และจากคำแนะนำของคนอื่นๆ อีกหลายๆ คน เช่นการขอความร่วมมือกับธนาคารเพื่อดูหน้าของคนที่นำบัตรไปใช้ การเช็ครายการใช้จ่ายจากห้างสรรพสินค้าต่างๆ และการขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดภายในห้างทำให้มั่นใจว่าภาพที่เห็นทั้งหมดนั้นเป็นคนๆ เดียวกันจนสามารถสืบได้ถึงชื่อ นามสกุลและสามารถตามถึงตัวเพื่อทวงเงินทั้งหมดกลับคืนมาได้ในที่สุด
ทั้งสองตัวอย่างเป็นพลังของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ฟังดูอาจไม่เกี่ยวข้องอะไรกับระบบรักษาความปลอดภัยแต่ผมเชื่อว่าตัวอย่างแรกนั้นความปลอดภัยทางการเงินของบริษัทจักรยานเจ้าปัญหานั้นคงตกต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่อีกตัวอย่างที่เกิดในบ้านเรานั้นก็แสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยที่ได้จากระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งในธนาคาร ร้านค้า และสถานบริการ
ความสำเร็จหรือล้มเหลวจึงขึ้นอยู่กับมุมมองในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีว่าเราจะมองและใช้มันในมุมมองไหน เพราะโลกธุรกิจมีหลายมุม หลายมิติ ยิ่งมีไอทีเข้ามาเกี่ยวข้องก็ยิ่งซับซ้อนเพิ่มไปอีกหลายเท่า

ที่มา http://www.arip.co.th

อาชีพต้องห้าม

ข่าวหนุ่มอินโดนีเซียเจาะเว็บไซต์ของรัฐบาลไทยเพื่อโชว์แฟนสาวเมื่ออาทิตย์ที่แล้วทำให้ผมนึกถึง "ข้อสังเกต" ของตัวเองในวัยเด็กที่ใช้เวลาว่างนั่งวิเคราะห์ความนิยมของผู้เล่นกีฬายอดฮิตคือ "ฟุตบอล" แล้วได้ผลสรุปออกมาตรงใจผมอย่างยิ่งในวันนี้
ในสมัยมัธยมต้น กีฬายอดฮิตในโรงเรียนมีไม่กี่ประเภทหรอกครับ หลักๆ ก็ เทนนิส ซอฟต์บอล และแน่นอนว่าอันดับหนึ่งคือฟุตบอล ที่ผมตั้งข้อสังเกตก็คือ เพราะเหตุใดหนอที่คนเล่นฟุตบอลทุกคนต่างก็แย่งกันเป็นศูนย์หน้า หรืออย่างน้อยได้เป็นกองหน้าก็ยังดี ตรงกันข้ามกับกองหลังซึ่งใครได้ตำแหน่งนี้ไปก็มักจะห่อเหี่ยวไปทันที ยิ่งได้เป็นโกลล์หรือผู้รักษาประตูนี่ก็แทบจะเลิกเล่นไปเลย
คำตอบที่ผมได้พบในวันนั้นก็คือ ฮีโร่ของเกมนี้คือผู้ยิงประตูได้นั่นเองครับ ดูจากภาพข่าวกีฬาทุกครั้งก็จะเห็นแต่ภาพการยิงประตูได้ จะหาภาพที่กองหลังทำหน้าที่ดี หรือยอดนายประตูที่เซฟลูกไว้ได้ก็มีน้อยเต็มทน หากเปิดเทปดูสัก 100 ข่าวก็จะเห็นภาพการยิงประตูประมาณ 98 ข่าวที่เหลืออีก 2 ข่าวก็จะแบ่งกันระหว่างกองหลังกับโกลล์
ดูสัดส่วนนี้แล้วก็ไม่น่าแปลกใจที่ไม่มีใครยอมเป็นโกลล์ครับ เพราะหน้าที่นี้ "ทำดีก็เสมอตัว" และถ้าพลาดเมื่อไรก็เสียประตูเมื่อนั้น
คิดๆ ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับหน้าที่ของ CIO ทุกวันนี้สักเท่าไรนัก เช่นเดียวกับข่าวการเจาะเว็บไซต์ของสำนักนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ หากไม่มีข่าวใดๆ หลุดออกมาเราก็คงไม่สนใจหน้าที่ฝ่ายไอทีในภาครัฐเป็นแน่ แต่เมื่อเป็นข่าวออกมาแล้ว รับรองได้ครับ ข่าวเชิงลบกระฉ่อนไปถึงไหนต่อไหนแน่นอน
ยังดีที่บ้านเรายังไม่มีตำแหน่ง System Security Manager เพราะถ้ามี ผมเชื่อว่าตำแหน่งนี้จะมีสถานะไม่ต่างอะไรไปจากผู้รักษาประตู คือทำดีก็เสมอตัว แต่ถ้าพลาดก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาแน่ๆ และผมเชื่อว่าตำแหน่งนี้คงหาผู้มารับผิดชอบได้ยากเย็นเต็มทน
ดาวเด่นในฝ่ายไอทีทุกวันนี้หนีไม่พ้นคนที่รับผิดชอบในด้าน Interface ที่ใกล้ชิดกับฝ่ายบริหารได้มากที่สุด โดยเฉพาะด้านการนำเสนอข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น Enterprise Resources, Customer Relationship Database, หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแสดงผลในรูปแบบต่างๆ ไม่ต่างอะไรกับ "ศูนย์หน้า" ที่มีแต่คนแย่งกันเล่น เพราะรู้ดีว่ามีโอกาสสร้างคะแนนนิยมได้สูงที่สุด
ตรงกันข้ามกับฝ่าย Security ที่ได้แต่ก้มหน้าก้มตาหาข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะช่องโหว่ของระบบที่พบได้เรื่อยๆ แทบจะทุกวัน หากแก้ไขและป้องกันได้ทันก็รอดตัวไป แต่ถ้าพลาดก็ทำใจได้เลยครับว่าในวันรุ่งขึ้นต้องถูกตำหนิและรุมประณามจากทุกฝ่าย
ก็ได้แต่เห็นใจและเอาใจช่วยแผนก "ปิดทองหลังพระ" ทุกท่านครับ เพราะโลกไอทีในวันนี้นอกจากจะ "เล็กลง" คือช่องทางในการสื่อสารเปิดกว้างให้กับคนทั้งโลกได้ง่ายๆ แล้ว ยัง "เบาลง" อีกมากเพราะการค้นคว้าหาข้อมูลใหม่โดยเฉพาะช่องโหว่ต่างๆ ของระบบนั้นหากันได้ง่ายๆ ผ่านเว็บบอร์ดและเว็บไซต์ต่างๆ ที่พูดคุยกันในเรื่องนี้โดยเฉพาะตรงกันข้ามกับในอดีตที่เราต้องหาหนังสืออ่านกันเป็นตั้งๆ กว่าจะได้ความรู้มากพอเอาไปทำอะไรทำนองนี้ได้
หวังว่าผู้อ่านที่ทำหน้าที่ในส่วนนี้คงยังไม่ท้อถอยหมดกำลังใจไปเสียก่อนนะครับ เพราะผมเชื่อว่านับจากวันนี้เป็นต้นไป บทบาทของฝ่ายนี้จะมีแต่เพิ่มมากขึ้นๆ ตามความผันผวนของโลกไอทีซึ่งเราอาจต้องทำงานหนักขึ้นและหาข้อมูลมากขึ้นกว่าในอดีตหลายเท่า